แบ่งปัน

ทายาท “สุวรรณชาติ”  รวมพลัง กางแผนพัฒนาตลาดสุรนารี ทวงบัลลังก์ เบอร์ 1 ตลาดค้าส่งอีสาน วอนผู้ไม่เกี่ยวข้องหยุดแอบอ้างนามสกุล หวั่นจะเกิดความเข้าใจผิดกับสาธารณะ ย้ำทายาทตัวจริงมีแค่ 9 คน

(วันที่ 8 ก.ย. 68) ทายาทตระกูล “สุวรรณชาติ” นำโดย นางชูศรี สุวรรณชาติ, นายประสิทธิ์ สุวรรณชาติ, นางสาวปณยา สุวรรณชาติ, และ นายพิชญ์ สนธิ ทนายความ, นายยุทธการ ถนอมบุญ ทนายความ ตั้งโต๊ะเปิดแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนถึงกรณีมีผู้แอบอ้างใช้นามสกุล “สุวรรณชาติ” ทั้งที่ไม่ใช่ทายาท วอนผู้ไม่เกี่ยวข้องหยุดแอบอ้างนามสกุล หวั่นจะเกิดความเข้าใจผิดกับสาธารณะ พร้อมเผยแผนการพัฒนาตลาดสุรนารีให้กลับมายิ่งใหญ่ เป็นเบอร์ 1 ตลาดค้าส่งในอีสาน

สืบเนื่องมาจากการนำเสนอข่าวสารที่เผยแพร่กัน โดยทั่วไปของสำนักข่าวอิศรา ที่ได้นำเสนอผ่านหน้าเพรทข่าวของสำนักฯทางอินเตอร์เน็ต กรณีที่คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประจำจังหวัดนครราชสีมา ได้จัดแถลงผลการดำเนินงานใน ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยได้เผยแพร่มติของคณะกรรมการป.ป.ช.ที่มีการชี้มูลความผิดคดีทุจริตคดีต่างๆ หนึ่ง ในนั้นได้มีการชี้มูลความผิดนางสำรวย พยอมใหม่ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา กับพวกร่วมกันทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษในปีงบประมาณ พ.ศ.2557 จำนวน 7 โครงการ รวมอยู่ด้วย

โดยคดีดังกล่าวคณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาไตร่สวนแล้วเห็นว่าการกระทำของนาง สำรวย พะยอมใหม่กับพวกเป็นความผิดอาญา จึงส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีตามขั้นตอน ต่อไป ซึ่งความผิดตามที่ชี้มูลนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151และมาตรา157และ ความผิดอันเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4 และมาตรา 12 และมีความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ปี 2542 (ปัจจุบัน ปี 2562 มาตรา 172 และความผิดตามพระราชบัญญัติ เทศบาล พ.ศ.2496 อันเป็นความผิดอาญาร้ายแรงต่อแผ่นดิน

ในคดีดังกล่าวนั้นมีการกล่าวถึงนายสุนทร แพงไพรีหรือสุวรรณชาติ เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ทำให้เกิด ความเข้าใจที่ผิดต่อชื่อเสียงของบุคคลที่ใช้นามสกุลสุวรรณชาติต่อประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะในจังหวัด นครราชสีมา เนื่องจากตระกูลสุวรรณชาติเป็นเจ้าของกิจการตลาดค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดำเนินกิจการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี มีชื่อเสียงในการช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอด จึงจำเป็นต้องแถลง ข้อเท็จจริงมาในวันนี้ว่า นายสุนทร แพงไพรีหรือสุวรรณชาติ ผู้ถูกล่าวหาในคดีร้ายแรงต่อแผ่นดินดังกล่าว มิใช่ บุตรหลานหรือมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดใดๆต่อตระกูลสุวรรณชาติ แม้ในอดีตนายสุนทร แพงไพรีได้เคยใช้ นามสกุลสุวรรณชาติมาก่อนก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆระหว่างปี 2560-2565 เท่านั้น ซึ่งครั้งนั้นเป็น เหตุการณ์ที่นายปรีชา สุวรรณชาติ ขณะนั้นอายุ 61 ปี ได้จดทะเบียนรับนายสุนทร แพงไพรีซึ่งขณะนั้นน่าจะมี อายุ 42 ปีเป็นบุตรบุญธรรม แต่ต่อมาเมื่อปีพ.ศ.2563นายปรีชา สุวรรณชาติได้ฟ้องขอเลิกการรับบุตรบุญธรรม ในครั้งนั้นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมาเหตุเนรคุณ และขอศาลมีคำสั่งห้ามใช้นามสกุล สุวรรณชาติอีกต่อไป ซึ่งศาลฯมีคำพิพากษาให้ยกเลิกการรับบุตรบุญธรรมแล้ว และ โดยวินิจฉัยว่าการยกเลิกรับ บุตรบุญธรรมเป็นเหตุให้นายสุนทร แพงไพรีมิอาจใช้นามสกุลสุวรรณชาติได้อีกต่อไป ดังนั้นนายสุนทร แพง ไพรีจึงไม่อาจใช้นามสกุลสุวรรณชาติได้อีกต่อไปนับแต่มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2565

ดังนั้นการที่มีการเผยแพร่ข่าวสารใดอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาร้ายแรงต่อแผ่นดินของนาย สุนทร แพงไพรีที่ยังปรากฏนามสกุลสุวรรณชาติอยู่ด้วยแม้เป็นกรณีที่เคยใช้นามสกุลนี้ในอดีตก็ตาม หามีส่วน เกี่ยวข้องใดต่อตระกูลสุวรรณชาติหรือบุคคลใดๆในตระกูลสุวรรณชาติไม่ ทั้งตระกูลสุวรรณชาติไม่เคยมี ประวัติคดโกงผู้ใดไม่เคยต้องคดีอาญาใดๆมาตั้งแต่ครั้งต้นตระกูล และมีชื่อเสียงเป็นประชาชนที่ดีผู้หาโอกาส ช่วยเหลือบริจาคทรัพย์สินและที่ดินให้องค์การช่วยเหลือบริการสังคมมาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งนายสนิท และนาง ประกอบ สุวรรณชาติผู้เป็นต้นตระกูลนี้ จึงขอโอกาสนี้แถลงเพื่อทราบ

นอกจากนี้ทางทายาท “สุวรรณชาติ” ยังกล่าวถึง แผนการพัฒนาตลาดสุรนารี ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ให้กลับมาเป็นเบอร์ 1 ตลาดค้าส่งในภาคอีสาน โดยจะร่วมกันปรับปรุงส่วนต่างๆ ให้ได้มาตรฐาน มีความสะดวกสบายทั้งพ่อค้า-แม่ค้า รวมทั้งผู้บริโภค ประชาชนที่มาใช้บริการ

สำหรับทายาทตระกูลสุวรรณชาติ ประกอบด้วย 1.นางชูศรี สุวรรณชาติ, 2.นายไพศาล สุวรรณชาติ, 3.นาย ไพโรจน์ สุวรรณชาติ, 4.นายปรีชา สุวรรณชาติ, 5.นางประเพ็ญศรี สุวรรณชาติ, 6.นางศรีสมร สุวรรณชาติ, 7. นายประสิทธิ์ สุวรรณชาติ, 8.นางสาวปณยา สุวรรณชาติ, 9.นายวิสุทธิ์ สุวรรณชาติ

 

แบ่งปัน